สื่อการสอนภาษาอังกฤษ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Apichat Puangpamai   

 

รายวิชาพื้นฐาน

 

รายวิชา อ 33102  ชื่อวิชา ภาษาอังกฤษ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  

ครูผู้สอน นายอภิชาติ พ่วงป่าไหม

 

คำอธิบายรายวิชา

ศึกษาคำศัพท์ สำนวน โครงสร้างทางไวยากรณ์ ความแตกต่างระหว่างโครงสร้างทางไวยากรณ์ของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย คำแนะนำ คำชี้แจง คำอธิบาย บทอ่านที่เป็นความเรียง รูปแบบของภาษาที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างบุคคล มารยาททางสังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา ข้อมูล ข่าวสารของโรงเรียน ชุมชน ท้องถิ่น ประเทศ ผ่านทักษะการสื่อสารด้วยกระบวนการ ตีความ ถ่ายโอน นำเสนอข้อมูล จับใจความสำคัญ วิเคราะห์ แสดงความคิดเห็นที่มีต่อข้อมูล ค้นคว้า สืบค้น สรุป เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ข้อมูล ตลอดจนการเลือกใช้ภาษา น้ำเสียง ระดับของภาษาและกิริยาท่าทาง ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในการสื่อสาร เพื่อให้สามารถสื่อสารได้เหมาะสมกับสถานการณ์และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เกิดเจตนคติที่ดีต่อการเรียนภาษา ตลอดจนสามารถใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้และเป็นพื้นฐานในการ ดำเนินชีวิตในอนาคต

 

 

เกณฑ์การประเมินผลการเรียน

 

ก่อน Midterm บทที่ 7,8                                              20 คะแนน

- Reading                                                                      5 คะแนน

- Paper test                                                                  15 คะแนน

 

Midterm บทที่ 7,8,9                                                    25 คะแนน

- Vocabulary                                                                15 ข้อ

- Grammar                                                                   15 ข้อ

- Conversation                                                             10 ข้อ

- Reading                                                                    10 ข้อ

 

หลัง Midterm                                                             25 คะแนน

- Reading                                                                   10 คะแนน

- Test บทที่ 10,11                                                        15 คะแนน

 

Final  บทที่ 10,11,12                                                  30 คะแนน

 Paper test                                                                  50 ข้อ         

          - Vocabulary                                                     15 ข้อ

          - Grammar                                                        15 ข้อ   

          - Conversation                                                  10 ข้อ

          - Reading                                                          10 ข้อ   

จิตพิสัย                                                                      10 คะแนน             

 

รวม    100 คะแนน

 

 

Grammar Unit 8

 

การใช้ Such.....that / So........that

 

แบบทดสอบความรู้เดิม

Directions : Complete the sentences using the given adjectives or adverbs.

1. They drove........................................(slowly) that a bicycle could pass them.

2. The traffic was...............................(bad) that most people decided to walk.

3. He is.............................(fat) that they have to provide him with an extra seat.

4. The soup is...................................(hot) that it burns your mouth.

5. It was..............................(a hot day) that I was able to sleep.

So....that

1. เราใช้ so กับ Adjective หรือ Adverb

2. ตามหลัง that คือวลีที่ประกอบไปด้วย ประธาน + กริยา    

    ดังตัวอย่างต่อไปนี้

    so + Adjective/Adverb + that + clause เช่น

    - She is so young that mother won't let her go out on her own.

    - This box is so heavy that we can't take it with us.

    so + many/few + plural count noun + that  เช่น

      - There are so many good courses this year that I can't decide which one to take.

    so + much/little + noncount + that   เช่น

     - I have so much homework that I won't be able to go out tonight.

such..........that

   ในการเปรียบเทึยบโดยใช้ such......that แตกต่างจากการใช้ so.....that ดังนี้

1. โครงสร้างของ so...that คือ so + adjective/adverb + that + clause

2. โครงสร้างของ such.....that คือ such + adjective +noun + that + clause

    ดังตัวอย่างต่อไปนี้

    - It was such a beautiful storm that we watched it all night.

    - We learnt such an interesting lesson that we wanted to read more.

 

โครงสร้างการใช้ Reducing adverb clause

 

ให้ตัดประธานใน Adverb Clause เพราะเป็นประธานตัวเดียวกับ Main Clause และเปลี่ยนกริยาเป็นรูป Gerund ( v+ing) ดังตัวอย่าง

- Before I came to class, I ate a sandwich. ( Before coming to class, I ate a sandwich.)

- While I was driving to school, I got into an accident. ( While driving to school, I got into an accident.)

ในกรณีที่ Adverb clause และ Main clause มีประธานไม่เหมือนกัน ไม่สามารถ reduce ได้ เช่น

- I fell asleep while my friend was still taking to me.

 

 

Grammar Unit 7

Modals in the Past

 

1. may (might) +have +past participle หมายถึงการคาดคะเนเหตุการณ์ที่ค่อนข้างจะไม่มั่นใจว่าได้เกิดขึ้นในอดีตหรือไม่ เช่น

    Hedidn't telephone me. He may (might) have forgotten the telephone number.

    She didn't come to see me as she told. She may (might) have missed the bus.

2. could + have + Past participle ใช้แสดงความสามารถที่ไม่ได้ถูกนำออกมาใช้ คือไม่ได้กระทำนั่นเอง เช่น

    They could have started working two hours ago.

     I could have finished it last yesr.

3. must + have + Past paticiple ใช้แสดงการคาดคะเนเหตุการณ์ที่ค่อนข้างจะมั่นใจว่าได้เกิดขึ้นในอดีต เช่น

     Suda's light is out. She must have gone to sleep.

     Somsak got A in every subject. He must have studied very hard.

     I can't find my bag. It must have been stolen when I was on the bus.

4. should + have + Past participle ใช้แสดงว่าเหตุการณ์นั้นๆ ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เหตุการณ์เกิดขึ้นตรงข้ามกับข้อความที่พูด เช่น

     You should have come to the party yesterday. (But you didm't.)

     You should not have left last night. (But you did.)

5. การใช้ be supposed to แปลว่า สมควรที่จะต้อง มีความหมายในเชิง "จำเป็นต้อง" be แทนด้วย is, am, are, was, were หรือ been เช่น

    You are supposed to go. แปลว่า คุณสมควรที่จะต้องไป

    I am supposed to be there. แปลว่า ฉันสมควรที่จะต้องอยู่ที่นั่น

    She's supposed to call me. เธอสมควรที่จะต้องโทรหาฉัน

 

Passive modals in the past.

 

Active Passive
   may (might) +have +past participle    may (might) + have + been + Past participle
   could + have + Past participle    could + have + been + Past participle
   must + have + Past paticiple    must + have + been + Past participle
   should + have + Past participle    should + have + been + Past participle
    We could have given the money to the poor.    The money could have been given to the poor.
    We should have sent the package a week ago.    The pachage should have been sent a week ago.

 

 

 

Modals Verb               

Modals Verb เป็นกริยาช่วยซึ่งนำมาใช้ร่วมกับคำกริยาหลัก และต้อง  คำนึงถึงสถานการณ์ด้วย เพราะคำกริยาเหล่านี้จะมีความหมายตามแต่สถานการณ์ที่ใช้    

1.   Can , Could   

Can แปลว่า สามารถ มีความหมายเหมือนกับ  ‘to be able to’ และอาจใช้แทนกันได้                                                

-   I can speak French.   หรือ   I am able to speak French.          

ข้อควรจำ  

1. Can ไม่มีรูปเป็น Perfect  หรือ Future Simple Tense ดังนั้นถ้าจะใช้ canในรูป Tense ดังกล่าวจะต้องเปลี่ยนมาใช้รูป ‘to be able to’  

2. ใน Past Simple Tense นิยมใช้  ‘to be able to’ แทน  I could  เพราะ   I could  อาจมีความหมายเป็น Present หรือ Future ก็ได้  

3. แม้ can ไม่มีรูป Future ก็ตาม แต่สามารถใช้ ในความหมายที่เป็น Future ได้ โดยมากมักมี Adverb of Time กำกับไว้ด้วย    

วิธีการใช้  Can                       

1. ใช้แสดง “ความสามารถ” ( Ability )หรืออาจจะใช้ในรูปปฏิเสธ        

-     I can drive a car.         

-    She can type 60 words per minutes.        

-     I can’t drive a car.         

-    She can’t  type 60 words per minutes.  

2. ใช้แสดง “การขออนุญาต”  และ “การอนุญาต”  ( Permission )         

-    Can I enter the room?         

-   Yes, you can.  

3. ใช้แสดง “การคาดคะเน” ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ ( Possibility )         

-   She can finish her work by tomorrow.    

วิธีการใช้  Could                        

1. ใช้เป็น Past Tense ของ can                                 

-   When I was young , I could run fast.                                 

-   I couldn’t understand your yesterday explanation.                         

2. Could  ใช้เป็นคำขอร้องที่สุภาพ ซึ่งมีความหมายเป็น  Present Simple                                 

-   Could I borrow your pen?                                 

-   Could you tell me the time to go?                         

3. Could  + have + past participle ใช้แสดงความสามารถที่ไม่ได้ถูกนำออกมาใช้  คือ ไม่ได้กระทำ นั่นเอง  

-   They could have started working two hours ago.  

-   I could have finished it last year.       

2.  May , Might                              

วิธีการใช้  May                  

1. ใช้แสดงความปรารถนา หรือเป็นการอวยพร                                 

-  May god bless you.                                 

-  May your dream be true                 

2. ใช้เป็นคำขออนุญาตที่สุภาพ                                         

-  May I open the window?                                 

-  May I go out , sir?                 

3. ใช้เป็นคำอนุญาต                                 

-  You may have what you want.                                 

-  You may go out now.                 

4. ใช้แสดงข้อความที่อาจเป็นไปได้  เป็นการคาดคะเน                                 

-  Your wishes may come true.                                 

-  They may receive our news in a day or two.                   

วิธีการใช้  Might                 

1. ใช้เป็น past ของ may                                 

-  He asked me that he might find the truth.                                 

-  He said that he might come.                 

2. ใช้ในความหมายที่เป็น present tense เมื่อ                                 

a.  ต้องการแสดงความสุภาพ เช่น                                 

-  Might I open the window ?                                 

b.  ต้องการแสดงข้อความที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต (แต่โอกาสเกิดขึ้นน้อยกว่าการใช้ may)                                 

-  Your dream may be true.                                     

-  Your dream might be true.                               

3. may (might) +  have  +  Verb 3 หมายถึง การคาดคะเน เหตุการณ์ที่ค่อนข้างจะไม่มั่นใจว่าได้ปรากฏขึ้นในอดีตหรือไม่  

-  He didn’t telephone me.  He may (might) have forgotten the telephone number.  

-  She didn’t come to see me as she told.  She may (might) have missed the bus.    

3.  Should แปลว่า“ควร”ใช้ได้กับประธานทุกตัว มีความหมายเป็นPresent Tenseใช้เป็นคำแนะนำว่าควรทำหรือไม่ควรทำ                         

-  You should ask your teacher if you don’t understand.                         

-  You should be more careful about what I advise.                         

-  You should not do like that.  รูป Past Tense ของ shall  ใช้ในประโยค                 

a.  Indirect Speech                 

-  He said to me , “You will go home”.                       

Direct Speech                 

-  He told me that I should go home.                      

Indirect Speech                 

b.  If-Clause                 

-  If I came here in time, I should meet you.                 

-  If I were you ,I should not do that silly thing.     

4.  Ought to แปลว่า  “ควรทำ” เพราะเป็นหน้าที่ และเป็นการแสดงว่า “ควรจะเป็น” เช่นนั้นจริงๆ  เช่น                         

-  You are a student , you ought to behave politely.                         

-  Work hard and you ought to obey your teacher.                         

-  We have been studying English for many years, we ought to be ableto speak it fluently.             

หมายเหตุ  การใช้ Past Tense ของ Should และ Ought to กับประธานทุกตัว ต้องใช้รูปแบบของคำกริยา ดังนี้    

Should  +  have  + Past Participle      

Ought to  +  have  +  Past Participle     

ซึ่งแสดงว่าเหตุการณ์นั้นๆ ไม่ได้เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์เกิดขึ้นตรงกันข้ามกับข้อความที่พูด เช่น                 

-  You should have come to the party yesterday.( But you didn’t. )                 

-  You should not have left home last night. ( But you did. )                  

-  We ought to have obeyed  him ; he is ourown teacher. ( But we didn’t )   

    Should  not +  have  + Past Participle  

    Ought not  to  +  have  +  Past Participle     

มีความหมายว่า ไม่ควรจะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดในอดีต แต่ได้กระทำไปแล้ว เช่น                       

-  The party was boring.  I shouldn’t  have gone there.                              

-  They oughtn’t to have been absent from school yesterday.    

5.   Have to , Must               

Has to , Have มีความหมายว่า “ ต้องทำ”  ใช้เมื่อมีเหตุการณ์ภายนอกบังคับ  ให้เราต้องทำ        เช่น  

-  I have to go now because the train will leave at six.  

-  We have to do our work neatly or we shall not get good marks.    

Must                   

ใช้ Must ได้กับประธานทุกตัว มีความหมายว่า “ต้อง” โดยทั่วไปใช้เมื่อเป็นคำสั่ง  ให้กระทำ  หรือใช้เมื่อมีเหตุการณ์ภายในตัวเรา บังคับให้เราต้องทำและแสดงการคาดคะเน  โดยมีความมั่นใจ ว่าจะต้องเกิดการกระทำหรือเหตุการณ์นั้นๆ  เมื่อจะใช้ must ใน  Tense อื่น ต้องใช้ have toแทน                                   

 -  We must leave soon.                                  

-  They will have to return home before sunset.                                 

-  I must go to see the doctor because I feel unwell.                                 

-  You must have some coffee  because you look sleepy.                                 

-  If you don’t tell  him , he must get lost.                                   

must  +  have  +   Verb 3                                           

มีความหมาย แสดงการคาดคะเน เหตุการณ์ที่ค่อนข้างจะมั่นใจว่าได้ปรากฏขึ้นในอดีต                                   

- Suda’s light is out.  She must have gone to sleep.                                 

- Somsak got A in every subject.  He must have studied very hard.                                

-  I can’t find my bag.  It must have been stolen when I was on the bus.  

 

สื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ( Sky Cambridge Learning )

Common Greetings

Know our friends

Myself

Telling the time

Relative Pronoun

วิดีโอการใช้ Other, others....
ประวัติ Amancio Ortega Gaona

ประวัติ Joanne K. Rowling

ประวัติ Li Ka shing

ประวัติ Oprah Winfrey

 

รายวิชาพื้นฐาน

 

รายวิชา อ 33101  ชื่อวิชา ภาษาอังกฤษ 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6   ครูผู้สอน นายอภิชาติ พ่วงป่าไหม

 

คำอธิบายรายวิชา

ศึกษาคำศัพท์ สำนวน โครงสร้างทางไวยากรณ์ ความแตกต่างระหว่างโครงสร้างทางไวยากรณ์ของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย คำแนะนำ คำชี้แจง คำอธิบาย บทอ่านที่เป็นความเรียง รูปแบบของภาษาที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างบุคคล มารยาททางสังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา ข้อมูล ข่าวสารของโรงเรียน ชุมชน ท้องถิ่น ประเทศ ผ่านทักษะการสื่อสารด้วยกระบวนการ ตีความ ถ่ายโอน นำเสนอข้อมูล จับใจความสำคัญ วิเคราะห์ แสดงความคิดเห็นที่มีต่อข้อมูล ค้นคว้า สืบค้น สรุป เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ข้อมูล ตลอดจนการเลือกใช้ภาษา น้ำเสียง ระดับของภาษาและกิริยาท่าทาง ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในการสื่อสาร เพื่อให้สามารถสื่อสารได้เหมาะสมกับสถานการณ์และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เกิดเจตนคติที่ดีต่อการเรียนภาษา ตลอดจนสามารถใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้และเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตในอนาคต

 

เกณฑ์การประเมินผลการเรียน

 

ก่อน Midterm บทที่ 1                      คะแนนเต็ม      20 คะแนน

- Paper test            15 คะแนน

- Vocabulary              5 คะแนน

 

Miterm บทที่ 1,2,3                         คะแนนเต็ม      25 คะแนน

- Vocabulary             15 ข้อ

- Grammar                15 ข้อ

- Conversation         10 ข้อ

- Reading                  10 ข้อ

 

หลัง Midterm                                  คะแนนเต็ม      25 คะแนน

- Reading                     10 คะแนน

- Test บทที่ 4,5             15 คะแนน

 

Final  บทที่ 4,5,6                           คะแนนเต็ม     30 คะแนน

 Paper test                                  50 ข้อ         

      - Vocabulary                  15 ข้อ

        - Grammar                     15ข้อ   

       - Conversation              10 ข้อ

           - Reading                      10 ข้อ    

 

จิตพิสัย                                                     10 คะแนน             

 

รวม    100 คะแนน

Grammar Unit 5

 

Adverb Clause

 

 คือประโยคที่ทำหน้าที่เหมือน Adverb ขยายคำกริยา คำคุณศัพท์และคำกริยาวิเศษณ์ที่อยู่ในประโยคอื่นได้

                                            Because the shoes were on sale, I bought two pairs.

                                            Don’t buy that dress unless you really need it.

                                            (Independent clause)        (Adverb Clause)

ประเภทของ Adverb Clause  มีดังนี้

1. Adverb Clause of reasonคืออนุประโยคที่นำด้วยคำเชื่อมบอกเหตุ ได้แก่ because, because of, since and now that

            EX: They closed the store early since there were no customers.

                  They went to the mall because of the sale.

 2.  Adverb Clause of purposeคือประโยคที่ทำหน้าที่ขยายกริยาเพื่อแสดงความมุ่งหมายหรือแสดงวัตถุประสงค์ได้แก่ in order to, so that

           EX: Advertisements use many techniques in order to convince people to buy products.

                 I left my wallet at home so that I wouldn't be tempted to buy anything.

 3.  Adverb Clause of conditionคือประโยคที่ทำหน้าที่ขยายกริยาเพื่อแสดงเงื่อนไข ได้แก่ if, unless, even if, in case, only if

           EX: We won't go to the concert if it rains.

                 We're going to the concert, even if it rains.

 4. Adverb Clause of placeคือประโยคที่ทำหน้าที่ขยายกริยาเพื่อบอกสถานที่ ได้แก่ where, wherever, everywhere

               EX: He buys something wherever he goes.

                 The advertisements were placed everywhere you could imagine.

 

Note:      Because + ประโยค

                Because of + noun

                Since = because

                Now that = because now ใช้กับสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบันและอนาคต

                in order to = เพื่อที่จะ

                If = ถ้า

                Unless = ถ้า...ไม่, เว้นแต่, นอกจาก ( = if….not)

                Even if = แม้ว่า

                In case = ในกรณีที่

 

Grammar Unit 4

 

การใช้ both...and, not only...but also, either...or, neither....nor

 

1. both.....and แปลว่า ทั้งสอง จะใช้รูปกริยาพหูพจน์ ถ้าเชื่อมประธาน 2 ตัว เช่น

  ฺ  Both Tom and Ann were late.

2. either.......or แปลว่า ไม่อันใดก็อันหนึ่ง ใช้สำหรับให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าไปควบประธาน 2 ตัวจะใช้กริยาเป็นรูปเอกพจน์หรือพหูพจน์นั้นต้องถือตาม ประธานตัวหลัง เช่น

    Either you or he is punished tonight.

    You can ask either Nid or Nee to go with you.

3. neither......nor แปลว่า ไม่ทั้งสอง ใช้สำหรับปฏิเสธโดยสิ้นเชิง ถ้าไปควบประธาน 2 ตัวจะใช้กริยาเป็นรูปเอกพจน์หรือพหูพจน์นั้นต้องถือตามประธานตัวหลังเช่นเดียวกับ either.....or เช่น

     Neither her friends nor she speaks Chinese.

     Neither you nor he studies mathematics.

4. not only......but also แปลว่า ไม่เพียงแต่.....เท่านั้น แต่ยัง.....อีกด้วย เราใช้สันธานวลีคำนี้เพื่อเน้นน้ำหนักของข้อความทั้งสองอย่างให้เห็นเด่นชัดขึ้น แต่สิ่งที่นำมาให้ใช้หรือกล่าวถึงนั้นต้องมีความสามารถไปทางเดียวกัน เช่นดีก็ดีด้วยกัน เช่น

    Malisa is not only beautiful but also clever.

    Wichai is not only stupid but also lazy.

    not only.......but also อนึ่งถ้าไปใช้เชื่อมประธาน 2 ตัว จะใช้กริยาเป็นพจน์อะไรนั้นต้องถือตามประธานตัวหลัง เช่น

    Not only your friends but also your sister wants to see the cinema tonight.

    Not only I but also my friends are studying English every day.

 

Exercise: Complete these sentences with both...and, not only...but also, either...or, neither....nor

1. ................he or you are to go to see the lawer this evening.

2. Suchat is....................clever.....................diligent.

3. ................Sak....................his relatives are working in the field.

4..................Ladda...................Sumalee can go to the party. They are too young.

5. Suphat is............................writing.......................speaking.

6. ................his mother.......................mother are teachers.

 

โครงสร้างการใช้ Independent clauses with and, but, or, so and yet.

 

1. and ใช้เชื่อมข้อความคล้อยตามกัน สอดคล้องกัน หรือเป็นไปทำนองเดียวกัน เช่น

    we eat with fork and a spoon.

    Tina and Tom are playing football.

2. or ใช้เชื่อมข้อความเพื่อเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น

    Is your house big or small?

    Would you like tea or coffee?

3. but ใช้เชื่อมข้อความที่ขัดแย้งกัน เช่น

    That house is beautiful but ver expensive.

    I can ride a bicycle but I can't ride a horse.

4. yet ใช้เชื่อมข้อความที่ขััดแย้งกันเหมือน but เช่น

    Krissada studied hard in summer, yet he failed the exam.

5. so ใช้เชื่อมข้อความที่เป็นเหตุเป็นผลกันโดย so จะนำหน้าประโยคที่เป็นผล เช่น

    Cathy eats a lot so she is fat.

    My sister is pretty so I like her.

 

Exercise: Complete each sentence with the correct conjunction.

1. It is raining hard,....................there is a lot of lighting.

2. He didn't want to walk in the rain,..........................he took a taxi.

3. She doesn't live far away, ......................she always drives.

4. We could go to the movies,..........................we could stay home and watch T.V.

5. I don't like horror movies,.....................I will go to see it if he asks me.

 

 

Grammar Unit 1

 

การใช้ 'Do' or 'Did' เพื่อเน้นย้ำภาคแสดงของประโยค


ถึง แม้ว่าไวยากรณ์ภาษาอังกฤษจะไม่อนุญาติให้ใช้ do, did, does ได้ในประโยคบอกเล่า แต่ในกรณีที่ต้องการเน้นย้ำ ถือเป็นข้อยกเว้นที่สามารถใช้กริยาช่วยเล่านี้ได้ โดยวางกริยาช่วยไว้หน้ากริยาที่ต้องการเน้นย้ำ เช่น
ปควบ
Examples:
I do believe that he didn’t mean to break the window.
ฉันเชี่อว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำหน้าต่างแตก จะเน้นว่าฉันเชื่อ ให้ความรู้สึกว่าเชื่อจริงๆ

 

การใช้ Other, others, the others, another

 

other (adj.) แปลว่า อื่นๆ สิ่งอื่น อันอื่น ใช้ว่างไว้หน้าคำนามเพื่อขยายคำนามนั้น

Ex. I don't like these books. Do you have any other books­

These are dirty, I will wear my other shoes.

I can't see you now, maybe, some other time.

the other (adj.) แปลว่า อื่นๆอีก อีกอัน คือ อีก 1 อันที่เหลือ

Ex. I have two sisters. The first one is a doctor and the other one is a teacher.

One of my sister lives in Phuket and the other lives in Chiangmai.

There are three books on my table. The first one is maths, another one is Thai and the other is English.

others (pro.) แปลว่า อื่นๆอีก คือ อื่นๆ ที่เราไม่ทราบจำนวนว่ามีเท่าไหร่

Ex. Two buildings were destroyed and many others damaged in the blast.

I'm reading books while others play games.

I don't like this book. Can you give me others­

The others (pro.) แปลว่า อื่นๆอีก คือ อื่นๆที่เหลือ ที่เราทราบจำนวนว่ามีเท่าไหร่

Ex. There are 20 books there. The first one is maths, then second one is English and the others are Thai.

There are 30 students in the class. Five of them are foreigners and the others are Thai.

another (det.,pro.) แปลว่า อื่นๆ อันอื่น อีกอัน อีกอันหนึ่ง ใช้นำหน้าคำนามนามนับได้เอกพจน์

Ex. This room is too small, we are going to ask another one.

Would you like another drink­?

Fon has sent another gift to her mother.

ตัวอย่าง

There three books on my table.The first one is red, another one is yellow and the other is blue.

There 20 books there. Five books belong me and the others are my friends.

There are many books there. Five books belong me and others are my friends.

There are two books here. The first one isn't mine, the other is.

I don't like this books. Can you give me other books­.

 

สรุป
 

Another         อันถัดไป (สิ่งนั้นต้องเป็นเอกพจน์) 

The other      อีกอันที่เหลือ (เรารู้จำนวนแน่นอนว่าเหลือเพียง 1 ) 

The others     วกที่เหลือ (เรารู้จำนวนแน่นอนว่าเหลือเท่าไหร่ และรู้ว่ามากกว่า 1

Others            พวกที่เหลือ (เราไม่รู้จำนวนแน่นอนว่าเหลือเท่าไหร่ แต่รู้ว่ามากกว่า 1) 

 

 

Grammar Unit 2

 

โครงสร้างการใช้ used to และ to be used to

 

  1. Used to แปลว่า เคยทำในอดีต แต่ปัจจุบันไม่ได้ทำ

โครงสร้างประโยคคือ used to + infinitive

ตัวอย่าง    I used to go to bed late at night, but now I go to bed early.

                 We used to play that game when we were young.

เมื่อเป็นประโยคคำถามและประโยคปฏิเสธ เราจะเอา Verb to do เข้ามาช่วย เมื่อเอามาช่วยแล้วจะต้องเปลี่ยน used ให้เป็นกริยาช่องที่ 1

ตัวอย่าง   Did you use to have a dog?

                I didn’t use to watch the news.

  1. Be หรือ get used to แปลว่า ชินหรือคุ้นเคยกับการกระทำบางสิ่ง

โครงสร้างของประโยคคือ be used to + Noun / Gerund

ตัวอย่าง    I am used to getting up early. I always get up at 6.

                She is used to the cold weather.

 

โครงสร้างการใช้ would for repeated action in the past และ used to

 

Would ใช้แสดง Repeated action หรือ habit ในอดีต

- Repeated action คือ เป็นการกระทำหลายๆครั้ง หรือทำจนเป็นนิสัย ซึ่งสามารถใช้ would แทนที่ used to ได้ แต่ would ไม่สามารถใช้กับ Stative

verb or Linking verb ได้ แต่ในขณะเดียวกัน used to ใช้ได้หมด

- Stative verbs or Linking verbs are of senses such as look, smell, taste, sound, feel, etc. (กริยาบอกอาการรับรู้โดยประสาทสัมผัสทั้ง 5

ของคนเรา เป็นกริยาพิเศษ ได้แก่ คำว่า look (ดู), smell(กลิ่น), taste(มีรส), sound(ฟัง), feel(รู้สึก))

- I used to see the ghost when I was here. ใช้ would แทน used to ไม่ได้เพราะ see เป็น Stative verb

ใช้ would แทน used to ไม่ได้ เพราะ see เป็น Stative verb

- I used to throw a rock into the water when I was young. = I would throw a rock into the water when I was young.

ใช้ would แทน used to ได้ เพราะ throw ไม่ได้เป็น Stative verb

         

โครงสร้างการใช้ was/were going to (Future in the past)

 

หลักการใช้ was/were going to (Future in the past) ใช้ในการแสดงถึง สิ่งที่ผู้พูดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นหรือเป็นไปในอดีต โดยสิ่งที่คิดจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่เกิดขึ้นจริงก็ได้ เพราะมันเป็นเพียงความคิดนั่นเอง เช่น

Peter said Jane was going to be there, and she was. (แสดงให้เห็นว่า ผู้พูดคิดว่าสิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นในอดีต และมันก็เกิดขึ้นจริง)

I know that company was going to be a great success. (เป็นการคาดคะเนเท่านั้น)

She was going to spend the money, but she decided to invest it in the stock market instead. (แสดงให้เห็นสิ่งที่คิดหรือคาดคะเนไม่เกิดขึ้น)

 

**********************************************************

 

Grammar Unit 3

 

โครงสร้างการใช้ Future perfect tense

 

โครงสร้าง : Subject + will, shall + have + past participle

วิธีใช้ : เพื่อแสดงการกระทำหรือเหตุการณ์ซึ่งจะได้สิ้นสุดลง ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตโดยมีเวลาบอกไว้อย่างชัดเจนว่าเมื่อถึงเวลานั้นแล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะสำเร็จเรียบร้อย แม้ว่าในขณะที่พูด เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นแล้วหรือยังไม่เกิดก็ตาม มักใช้คำว่า "by" เช่น

         by tomorrow, by 5 o'clock, by next week, by 2005, by the end of this month (year), by then, by the time

ตัวอย่างเช่น By the end of this year, your new maid will have broken all your glasses. (= All the glass will be broken before the end of this year.)

หมายเหตุ ข้อความใน Time clause นั้นจะต้องใช้ Present Simple หรือ Present Perfect จะใช้ Future Simple ไม่ได้

 

โครงสร้างการใช้ Future perfect progressive

โครงสร้าง: Subject + will, shall + have + been + V.ing + (object)

วิธีใช้: หลักการใช้เช่นเดียวกับการใช้ Future perfect ธรรมดา เราจะใช้ Future perfect progressive เฉพาะเมื่อต้องการเน้นความต่อเนื่องเท่านั้น คือใช้เมื่อต้องการจะบอกว่า เมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคต เหตุการณ์อย่างหนึ่งซึ่งดำเนินมาก่อนหน้านั้นก็ยังคงดำเนินอยู่และจะดำเนินต่อไปอีก เช่น

- By eleven o'clock, I shall have been working for three hours. - เมื่อถึงเวลา 11 นาฬิกา ผมก็จะทำงาน(ติดต่อกัน) ครบสามชั่วโมง (และผมก็จะทำงานต่อไปอีก)

   จะเห็นว่าประโยคนี้ก็เหมือนประโยคที่ว่า

- By eleven o'clock, I shall have worked for three hours. - เมื่อถึงเวลา 11 นาฬิกา ผมก็จะทำงานครบสามชั่วโมง

 

โครงสร้างการใช้ The Future with dependent time clauses

 

                    A Time clause with: when, before, after, while, until, and since

 

EX:   My father will keep using his old-fashioned corded phone, until it breaks.

        When she finishes working on her invention, she's going to let me try it out.

 

หมายเหตุ กริยาที่ใช้ใน Time clause เป็น Present tense และกริยาใน Main clause ใช้ will  หรือ to be going

 

 

 

 


Copyright by: Audiovisual Benchamatheputit Phetchaburi.